ผลกระทบของไขมันส์ทรานส์ต่อต้นทุนของบริษัทอาหารและเครื่องดื่ม

ไขมันทรานส์คืออะไร?

กรดไขมันทรานส์(trans fat acid) คือกระบวนการเปลี่ยนโมเลกุลของน้ำมันโดยการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเพื่อทำให้น้ำมันพืชสามารถคงสภาพแข็งตัวหรือกึ่งแข็งกึ่งเหลว สามารถเก็บได้นานกว่าเดิม

มันเคยถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าไขมันธรรมชาติและเป็นการลดต้นทุนในอุตสาหกรรมอาหาร

แต่ในปัจจุบันพบว่ามันเป็นภัยต่อสุขภาพ งานวิจัยชี้ชัดว่ากรดไขมันทรานส์นั้นเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเพิ่มระดับไขมันเลย(LDL) ลดระดับไขมันดี(HDL) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ หลอดเลือด และเกี่ยวพันต่อโรคเบาหวาน

พบได้มากในอาหารที่ใช้ เนยขาว เนยเทียม ครีมเทียม(มาการีน) น้ำมันเนยใส(ทำมาจากน้ำมันปาล์ม) และพบได้บ้างในน้ำมันพืชที่ใช้ซ้ำ

อาหารที่มีส่วนประกอบจากไขมันทรานส์ เช่นขนมปัง ขนมเค้ก โดนัท คุ้กกี้ แป้งพิซซ่า แป้งโรตี พวกที่ใช้ครีมเทียมเช่น กาแฟ ชานม ชาไข่มุก พวกที่ใช้นมข้นหวาน นมข้นจืด โอ้ว โรตีมะตะบะ ร้านของหวานต่างๆ พวกเบอร์เกอร์ ไก่ทอด เฟรนซ์ฟราย ตามร้านฟ้าสฟู้ดส์ต่างๆ แล้วนี่เราจะกินอะไรได้นี่

ถ้าจะเปรียบเทียบกันของทอด ผัด ที่มีการใช้ของจำพวกไขมันอิ่มตัว พวกนี้มันจะเพิ่มไขมันเลว แต่ไขมันทรานส์มันจะได้เพิ่มไขมันเลว และลดไขมันดี อ้าวเห้ย! มันอันตรายขนาดนั้นเลย

แล้วสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นล่ะ?

ช่วงเดือนพฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโรค(WHO) ได้ออกมาเรียกร้องให้ทั่วโลกเลิกใช้ไขมันทรานส์ในการประกอบอาหาร โดยในถ้อยแถลงนั้นพยายามให้ทุกคนเลิกใช้ไขมันทรานส์ให้หมดไปภายในปี 2023 โดยเชื่อว่ามันจะช่วยรักษาชีวิตประชากรโลกได้มากกว่า 10 ล้านคน

ในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้บังคับห้ามผลิต นำเข้าและจำหน่าย โดยจะมีผลบังคับใช้ใน 180 วันนับจากวันที่ 11 กรกฎาคม 2018

ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ได้มีการปรับสูตรเพื่อนำเอาเจ้าไขมันส์ทรานส์ตัวแสบออกไป โดยมีการออกมาแถลงของบางร้านที่ว่าร้านเราไม่มีแล้วนะ หรือบางร้านก็แจ้งว่ากำลังปรับสูตรกันอยู่

ก็อย่าเพิ่งไปตกใจกับมัน เอาเป็นว่าองค์การอนามัยโลก องค์การสาธารณสุขเป็นห่วงพวกเรา อยากให้พวกเรามีสุขภาพที่ดี พวกเราก็ค่อยๆปรับตัวหลีกเลี่ยงอาหารที่สุ่มเสี่ยง และเชื่อว่าหลังจากนี้ไปอีกไม่นาน การเลิกนำเข้า ผลิต จำหน่าย เจ้าไขมันตัวแสบนี้จะทำให้ชีวิตพวกเราลดความเสี่ยงจากโรคภัยมากขึ้นครับ

แล้วผลกระทบต่อตลาดทุน เราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?

จากข้อมูลของผู้ประกอบการบางเจ้าที่หลุดให้ข้อมูลมาก็คือ การที่พวกเขาเลิกใช้ไขมันทรานส์ทำให้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 15% ทำให้นักลงทุนเริ่มตกใจและตื่นตัว เริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น MINT CPN TKN  AU

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนักลงทุนต้องถามแนวทางในการแก้ปัญหานี้จากบริษัทจดทะเบียนล่ะว่าจะเอายังไง ลดวัตถุดิบ ลดแพคเกจจิ้ง ต่อรองราคาวัตถุดิบ จะดึงเช็งขอเครดิตจ่ายช้ากับเจ้าหนี้ หรือผลักภาระให้ผู้บริโภคขึ้นราคาดื้อๆ เลย ครับต้องลองถามดูครับ

ผลกระทบระยะสั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเช่น จะทำให้รายได้ตกลงมั้ย จะทำให้อ้ตราส่วนกำไรสุทธิลดลงมั้ย เช่นกันครับนักลงทุนที่ดีต้องไปคุ้ยแคะแกะเกาหาคำตอบให้เจอ

เริ่มอยากขุดข้อมูลของหุ้นแต่ละตัวกันแล้ว ใช่ไหมครับ

คลิกเพื่อดูข้อมูลของหุ้น MINT ได้ที่นี่ หรือ สแกน

https://ava.page.link/Q4jK

และถ้าอยากดูงบการเงินที่มีตัวเลขบอกสุขภาพทางการเงินให้ละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม สามารถเข้าไปดูได้ที่ AVA Fact Sheet ของหุ้น MINT ได้

คลิกเพื่อดู AVA Fact Sheet ของหุ้น MINT

https://ava.page.link/xz3a

 

หรือถ้าอยากตัวเลขใน AVA Fact Sheet แบบสรุปในรูปแบบกราฟ เพื่อจะได้เห็นแง่มุมเพื่อการวิเคราะห์ใหม่ๆ เราก็มี AVA Super Chart รองรับ

คลิกเพื่อดู AVA Super Chart ของหุ้น MINT

https://ava.page.link/4xqz

 

เรียกได้ว่าแกะงบ ขุดคุ้ยกันสนุกเลยทีเดียว ถ้ารู้สึกว่าหาหุ้น MINT ตัวเดียวไม่พอ AVA Advisor ก็มีหุ้นตัวอื่นๆ ให้ดูกัน

คลิกเพื่อเช็คสุขภาพงบการเงินของหุ้น CPN (บริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด)

https://ava.page.link/jJtq

คลิกเพื่อเช็คสุขภาพการเงินของหุ้น TKN (บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด)

https://ava.page.link/Eko2

คลิกเพื่อเช็คสุขภาพการเงินของหุ้น AU (บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด)

https://ava.page.link/zGB3

คุณคิดเห็นยังไงกับหุ้นเหล่านี้บ้าง มาเเชร์ความเห็นกันได้นะครับ

บทความโดย คงเดช เชี่ยวชาญ