Cost of Goods Sold (COGS) & Selling, General and Administrative Expenses (SG&A)

การทำธุรกิจจะมีต้นทุนหลัก ๆ อยู่ 2 ส่วน คือ ต้นทุนการขาย (COGS) และค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (SG&A)

ต้นทุนการขาย หรือ Cost of Goods Sold (COGS) เป็นตัวเลขสำคัญที่บอกถึงประสิทธิภาพของระบบการผลิต ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร หรือ Selling, General and Administrative Expenses (SG&A) เป็นตัวเลขที่บอกถึงค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจาก COGS เช่น ค่าการตลาด ค่าคอมมิชชั่น และเงินเดือนผู้บริหาร เป็นต้น

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนการขาย COGS จะเป็นตัวบ่งบอกขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจได้ดังนี้

ROE ตัวเลขนี้บอกได้หลายแง่มุม

ROE (Return on Equity) เป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่า เงินลงทุนของผู้ถือหุ้น (Equity) สร้างรายได้กลับมาให้กับบริษัทได้มากแค่ไหน

ยกตัวอย่างนะคะ

นาย A ใช้ทุน 200,000 เปิดร้านขายส้มตำ และทำการขยายร้านโดยการกู้เงิน (ขายหุ้นกู้) ให้นาย C เป็นจำนวนเงิน 120,000 บาท สิ้นปีร้านส้มตำทำกำไรได้ 80,000 บาท ก่อนจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ (EBIT) และเมื่อจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ 12,000 บาท ก็จะได้กำไรสุทธิ 68,000 บาท (Net Profit)


– สินทรัพย์บริษัท (Asset) = 320,000
– ทุน (Equity) = 200,000
– หนี้ (Debt) = 120,000
– D/E = 0.6 เท่า
ในกรณีนี้ ถ้าเราคำนวณ ROA จะได้เท่ากับ 80,000/320,000 = 25%
และ ROE จะมีค่าเท่ากับ 68,000/200,000 = 34%
(ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ ROA จะใช้ EBIT คำนวณ แต่ ROE ทางตลาดจะคำนวนด้วย Net Profit นะคะ แต่วิธีการคำนวนที่ตลาดอื่นๆ ก็แตกต่างกันไปค่ะ)

หรือพูดกันอีกแง่ว่า เงินที่นาย A ลงทุน จะได้คืนกลับมาเป็นกำไร สูงถึง 34% ต่อปี เป็นธุรกิจที่ดีไม่ใช่น้อยเลย คือแค่ 3 ปีก็คืนทุนได้ง่ายๆ แล้ว
– ยิ่งกู้เยอะ D/E สูง ยิ่งมีค่า ROE สูง (ใช้เงินตัวเองน้อย แต่ธุรกิจขยายได้ด้วยเงินกู้ ROE จึงสูงกว่า ROA มาก แต่ความเสี่ยงก็สูงไปด้วย)
– การที่ ROE มีความสำคัญก็เพราะว่า มันเป็นตัวเลขที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน ว่าเงินที่ลงทุนไป สร้างผลตอบแทนกลับมาเท่าไหร่ โดยไม่เอาส่วนของหนี้สินมาคำนวณด้วย
– ยิ่งบริษัทโตด้วยหนี้มากเท่าไหร่ ROE จะยิ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น (โดยมีข้อแม้ว่ากำไรต้องโตตามหนี้ด้วยนะ)
– ธุรกิจที่ไม่กู้เลยซักบาทเดียว จะมี ROA = ROE
– นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่า ในโลกทุนนิยม ถ้าคุณกู้ได้ แต่ไม่ยอมกู้ จะเป็นการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ นั่นคือคุณทิ้งโอกาสที่จะได้เงินต้นทุนต่ำมาขยายกิจการ
– การกู้จะเป็นเรื่องดีก็ต่อเมื่อควบคุมความเสี่ยงได้ และดอกเบี้ยจ่ายถูกกว่าผลกำไรที่ได้เพิ่มขึ้นมาจากหนี้
– บริษัทที่มี ROA และ ROE สูง คือบริษัทที่ใช้สินทรัพย์น้อย สร้างรายได้มาก (เช่น ธุรกิจบริการ, ธุรกิจความคิดสร้างสรรค์, ธุรกิจที่เน้นมันสมอง)

อยากรู้แล้วใช่ไหมว่ากว่า 700 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีบริษัทไหนที่ ROE อยู่ในเกณฑ์ดี

คลิกเพื่อดูรายชื่อบริษัทที่มีการเติบโตของ ROE (ROE Growth History)  ติดต่อกัน 3 ปี จากระบบสแกนหุ้นของ AVA Advisor

https://ava.page.link/RQ5E

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบ ROE และ ROA ระหว่างแต่ละบริษัท ควรเปรียบเทียบในกลุ่ม sector เดียวกัน เนื่องจากแต่ละ sector จะมีโครงสร้างธุรกิจที่แตกต่างกัน และค่า ROE, ROA เหล่านี้จะแตกต่างกันมากๆ

ลองดูตัวอย่างของหุ้นในกลุ่มการท่องเที่ยวกันนะคะ

คลิกเพื่อดูหุ้นในกลุ่มการท่องเที่ยวหรือสแกน

https://ava.page.link/VmfB

ลองคลิกไปที่หุ้นตัวที่เราสนใจ จะเห็นรายละเอียดที่ลึกขึ้นของหุ้นตัวนั้นๆ (ในทีนี้จะขอเลือกหุ้น CENTEL นะคะ)

คลิกเพื่อดูรายละเอียดของหุ้น CENTEL หรือสแกน

https://ava.page.link/FsTc

 

อยากเจาะลึกรายละเอียดของธุรกิจนี้ให้มากขึ้น เราก็มี AVA Fact Sheet ที่เป็นงบสรุปสถานะและแนวโน้มของบริษัทนั้นๆ ลงในหน้าเดียว

คลิกเพื่อเปิดดู AVA Fact Sheet ของหุ้น CENTEL เจาะลึกธุรกิจของหุ้นตัวนี้ในหน้าเดียวหรือสแกน

https://ava.page.link/mQnd

 

หรืออยากดูการสรุปข้อมูลในรูปแบบกราฟ เราก็มี AVA Super Chart มาให้คุณเหมือนกัน โดยเรานำข้อมูลจาก AVA Fact Sheet มาทำเป็นกราฟใน AVA Super Chart พร้อมเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ เพื่อให้คุณได้เห็นแง่มุมใหม่ๆ ของงบการเงิน

 

คลิกเพื่อเปิด AVA Super Chart ของหุ้น CENTEL  https://ava.page.link/Zxog หรือสแกน

 

สามารถคลิกดูกราฟ ROE โดยเฉพาะก็ได้หรือสแกน

https://ava.page.link/Chh1

 

จะเห็นได้ว่ากราฟ ROE สามปีย้อนหลังของ CENTEL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามนักลงทุนไม่ควรดูแค่ ROE อย่างเดียวเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจลงทุน ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องจับตามองไม่แพ้กัน

ติดตามสาระความรู้จากเราได้ทาblog.ava.fund เรายังมีของดีให้คุณอ่านอีกเพียบ

ROA (Return on Asset) ตัวเลขที่บ่งบอกว่า สินทรัพย์ของบริษัทนั้นช่วยสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้แค่ไหน

ROA (Return on Asset) เป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่า สินทรัพย์ (Asset) ของบริษัทนั้นช่วยสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้มากแค่ไหน ยกตัวอย่างเช่น

นาย A เปิดร้านส้มตำ ใช้เงินลงทุน 200,000 บาท ไม่กู้เงินเลย ทำกำไรได้ปีละ 40,000 บาท คิดเป็น ROA = 20%
– นาย B เปิดร้านซูชิ ใช้เงินลงทุน 5,000,000 บาท ไม่กู้เงินเลย ทำกำไรได้ปีละ 500,000 บาท คิดเป็น ROA = 10%
แน่นอนว่าร้านซูชิทำเงินได้มากกว่าร้านส้มตำ แต่เมื่อเทียบสัดส่วนเงินลงทุนที่ลงไปแล้ว นักลงทุนจะเลือกลงทุนกับนาย A หรือนาย B
– คุณสามารถขยายสาขาร้านส้มตำ 25 ร้าน ด้วยเงิน 5,000,000 บาท (ใช้เงินทุนสาขาละ 200,000 บาท)
– หรือขยายร้านสาขาซูชิ 1 ร้าน ด้วยเงิน 5,000,000 บาท

พอจะเห็นประโยชน์ของ ROA ไหมคะ? บางบริษัทสินทรัพย์เยอะมาก แต่กลับไม่สร้างรายได้ให้กับบริษัทสูงเท่าไหร่ ในขณะที่บางบริษัทมีสินทรัพย์แค่นิดเดียว แต่รายได้กลับโตเอาๆ ถ้าเป็นคุณ จะสนใจในบริษัทแบบไหนคะ?

และถ้าบริษัทไหน มี ROA ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ นั่นเป็นการบ่งบอกว่าบริษัทนั้นๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ที่มีให้สร้างรายได้ได้สูงขึ้นทุกปี ย่อมเป็นการบ่งบอกว่าบริษัทเหล่านั้นใช้สินทรัพย์ในองค์กรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ฟุ่มเฟือย ล้างผลาญเงินไปเพื่อสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

อยากรู้แล้วใช่ไหมว่ากว่า 700 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีบริษัทไหนที่ ROA อยู่ในเกณฑ์ดี

คลิกเพื่อดูรายชื่อบริษัทที่มีการเติบโตของ ROA (ROA Growth History) สูงกว่า 15% ติดต่อกัน 3 ปี จากระบบสแกนหุ้นของ AVA Advisor

https://ava.page.link/vnu4

ลองคลิกไปที่หุ้นตัวที่เราสนใจ จะเห็นรายละเอียดที่ลึกขึ้นของหุ้นตัวนั้นๆ (ในทีนี้จะขอเลือกหุ้น Beauty นะคะ)

 คลิกเพื่อดูรายละเอียดของหุ้น Beauty >>  https://ava.page.link/GZ92  หรือสแกน

และเพื่อเข้าใจภาพของธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น เราก็ยังมี AVA Fact Sheet ที่เป็นเหมือนการสรุปสถานะและแนวโน้มของบริษัทนั้นๆ ลงในหน้าเดียว

สามารถเปิด AVA Fact Sheet ของหุ้น Beauty เพื่อดู ROA และข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้ที่ >> https://ava.page.link/8ikk

 

เท่านั้นยังไม่พอ หากคิดว่าข้อมูลใน AVA Fact Sheet มีตัวเลขเยอะ ดูแล้วตาลาย เรายังมี AVA Super Chart  ซึ่งเป็นการวิเคราะห์งบการเงินแบบสรุปในรูปแบบกราฟเพื่อให้คุณได้เห็นแง่มุมใหม่ๆ ของงบการเงินในมุมมองที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน

คลิกเพื่อเปิด AVA Super Chart ของหุ้น Beauty >>https://ava.page.link/7aAY หรือ สแกน 

สามารถคลิกดูกราฟ ROA โดยเฉพาะก็ได้ >> https://ava.page.link/1wVW หรือสแกน

 

จะเห็นได้ว่ากราฟ ROA ของหุ้น Beauty เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ROA ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่นักลงทุนใช้ในการเลือกหุ้น มีอีกหลายปัจจัยที่นักลงทุนควรจะใช้พิจารณาในการตัดสินใจ

ติดตามความรู้ดีๆ สาระเเน่นๆ แบบนี้ได้อีกที่ blog.ava.fund เรายังมีของดีรอให้คุณชมอีกเพียบ 😀

How to use AVA (Chapter 1)

Day 1 – Getting Started

สวัสดีค่ะยินดีต้อนรับสู่ AVA Advisor เมโมฉบับนี้จะช่วยอธิบายวิธีการใช้งาน AVA Advisorเบื้องต้นสำหรับผู้ใช้ใหม่นะคะ

Sign Up -ลงทะเบียนเริ่มใช้งาน

เริ่มต้นคุณจะต้องทำการ Sign Upก่อนเพื่อเริ่มใช้งานค่ะ จะ Sign Upโดยใช้อีเมล์ของคุณหรือ Sign Upด้วย Facebookก็ได้นะคะ

หลังจาก Sign Upทาง AVA Advisor จะส่งอีเมล์เพื่อให้คุณยืนยันการสมัครสมาชิกหลังจากนั้นก็เริ่มใช้งานกันได้เลย

หลังจาก Sign Inเข้าแอพแล้วเรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า AVA Advisorทำอะไรได้บ้าง

AVA Advisor Tour

หน้าแรกของ AVA Advisor มีชื่อว่า Homeที่หน้านี้คุณจะได้เห็นสภาวะตลาด SETแบบสรุปของวันนี้รวมไปถึง​Filter หุ้นที่น่าสนใจที่ AVA Advisor เลือกให้ตามประเภทการลงทุนแบบต่างๆทั้ง Day Trade, Technical Tradeและ VI

 

คุณสามารถเข้าไปดู Filter หุ้นที่น่าสนใจในแต่ละหัวข้อได้เลยค่ะยกตัวอย่างเช่น Filterชื่อ3D Stronger than SETคือรายชื่อหุ้นที่แข็งแรงกว่า SET Indexในรอบ 3วันที่ผ่านมา

เห็นไหมคะว่า AVA Advisorจะแสดงรายชื่อหุ้นพร้อมกราฟ Relative Strength (ความแข็งแรงของหุ้นเทียบกับ SET Index) ให้เห็นในหน้าจอเลยค่ะแค่นี้คุณก็สามารถเลือกดูหุ้นที่สนใจเพื่อตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติมได้แล้ว

หรืออีกตัวอย่างถ้าเลื่อนหน้าจอ Homeไปด้านข้างเพื่อไปดู Filterอื่นๆเช่นหากคุณเป็น VIอยากจะหาหุ้นที่มี EPS (กำไรต่อหุ้น) สวยๆคุณสามารถเลือก Filter ชื่อ 5-Yr Strong EPS Growthคือรายชื่อหุ้นที่มี EPSเติบโตต่อเนื่องติดต่อกัน 5ปี

AVA Advisorจะแสดงรายชื่อหุ้นพร้อมกราฟ EPSรายปีให้เห็นในหน้าจอค่ะเป็นไงคะเพียงแค่นี้การคัดหุ้นของคุณก็จะง่ายขึ้นมากด้วย Filterที่ AVA Advisor เตรียมไว้ให้

ที่นี้ถ้าหากคุณอยากดู Filterอื่นๆที่ทาง AVA Advisorเตรียมไว้ให้นับร้อย Filterก็สามารถเข้าไปที่ AVA Alertด้านล่างได้ค่ะคุณจะเห็น Filterถูกแบ่งเป็นหมวดหมู่

 

ทีนี้พอคุณสนใจหุ้นตัวใดซักตัวสิ่งที่เราควรทำต่อไปก็คือเพิ่มหุ้นนั้นๆเอาไว้ในรายการ Favoritesค่ะด้วยการใช้นิ้วแตะค้างไว้ที่ชื่อหุ้นจะมีเมนูสำหรับเพิ่มหุ้นไว้ใน Favoritesค่ะเรามี Favoritesเตรียมไว้ให้คุณถึง 6ชุดเลือกเพิ่มหุ้นเข้าไปใน Favoritesได้เลยนะคะ

 

หลังจากนั้นหากคุณต้องการเข้าไปดู Favoritesของหุ้นที่คุณรวบรวมไว้คุณต้องกลับไปที่หน้า Homeแล้วกดที่เมนู Favoritesด้านบนคุณจะเห็นรายชื่อ Favoritesทั้ง 6ชุดซึ่งในแต่ละชุดก็จะมีชื่อหุ้นที่คุณ Add Favoritesเอาไว้ค่ะ

นอกจากนี้ที่หน้านี้ยังจะมีข้อมูลสรุปอื่นๆที่เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อหุ้นแบ่งตาม Sector, หรือหุ้นที่ติดอันดับ Top Gainer, Top Loser, หรือ Most Activeในวันนั้นๆ

เป็นไงบ้างคะการใช้งาน AVA Advisorตอนที่ 1ง่ายมั้ยคะเดี๋ยวในตอนที่สองเราจะมาสอนวิธีการดูข้อมูลเชิงลึกของหุ้นแต่ละตัวที่คุณสนใจว่า AVA Advisorจะบอกข้อมูลเชิงลึกอะไรให้กับคุณได้บ้าง

สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะมีความสุขกับการลงทุนนะคะ

AVA

How to use AVA (Chapter 3)

Day 3 – AVA Stock Alert

สวัสดีค่ะตอนที่แล้วเราอธิบายเรื่องการดูข้อมูลหุ้นรายตัวพร้อมการตั้งเตือนราคาหุ้นเบื้องต้นไปแล้วนะคะแต่คิดว่าหลายๆ คนจะเริ่มสนใจรูปแบบการตั้งเตือนอื่นๆของหุ้นรายตัวด้วย

นอกเหนือจากการตั้งเตือนราคาหุ้นคุณยังสามารถตั้งเตือนได้อีกหลายรูปแบบ

  1. ตั้งเตือนโวลุ่ม
  2. ตั้งเตือนเมื่อมีข่าวเกี่ยวข้องกับหุ้น
  3. ตั้งเตือนเมื่อถึงกำหนด corporate actionต่างๆเช่น XD, XW ฯลฯ
  4. ตั้งเตือนเมื่องบการเงินประกาศ
  5. ตั้งเตือนเมื่อมีเอกสารใหม่ของบริษัทจดทะเบียนอัพเดทเช่นรายงานประจำปี (Annual Report), 56-1ฯลฯ

ตั้งเตือนโวลุ่ม

วิธีการแจ้งเตือนโวลุ่มหุ้นทำเหมือนกับการตั้งเตือนราคาเลยค่ะคุณเพียงแค่เปิดสวิทช์ Volume Alertเท่านั้นหน้าจอการตั้งเตือนก็จะแสดงขึ้นมาค่ะ

คุณสามารถลากเส้นเป้าหมายเพื่อแจ้งเตือนโวลุ่มบนกราฟโวลุ่มได้เลย

และหากคุณต้องการเลื่อนกราฟให้ใช้นิ้วสองนิ้วลากกราฟพร้อมกันนะคะ

หากต้องการลบราคาแจ้งเตือนคุณเพียงแค่ลากเส้นราคาไปวางที่ถังขยะที่มุมล่างซ้ายเท่านั้นเองค่ะ

หากต้องการดูรายละเอียดการแจ้งเตือนโวลุ่มแบบสรุปสามารถกดที่ปุ่มลูกศรชี้ลงที่ตรงด้านล่างของหน้าจอได้ค่ะ

เมื่อคุณตั้งเตือนโวลุ่มหุ้นได้ตามที่ต้องการแล้วคุณก็สามารถปิดโปรแกรม AVA Advisorไปได้เลยค่ะหลังจากนี้AVAจะคอยช่วยตรวจสอบความเคลื่อนไหวของโวลุ่มให้คุณตลอดเวลาเมื่อไหร่ก็ตามที่โวลุ่มไปถึงเป้าหมายที่คุณตั้งเอาไว้AVAจะรีบแจ้งเตือนคุณทันทีผ่านทาง Push Notificationค่ะซึ่งเมื่อคุณเข้าแอพ AVA Advisorมาคุณสามารถดูประวัติการแจ้งเตือนได้ที่เมนู Inbox

NEWS Alert

ถ้าคุณเปิด NEWS Alertของหุ้นที่คุณสนใจเอาไว้AVA จะคอยตรวจติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับหุ้นที่คุณสนใจจากแหล่งข่าวต่างๆรวมถึงจากโซเชียลเน็ทเวิร์คเมื่อมีข่าวที่เกี่ยวข้องกับหุ้นที่คุณสนใจก็จะแจ้งเตือนคุณทันทีผ่านทาง NEWS Alert ค่ะ

Corporate Action Alert

บ่อยครั้งไหมคะที่คุณมักจะลืมว่าหุ้นที่คุณเล็งไว้จะจ่ายปันผลหรือจะได้สิทธิ์วอแรนต์เพียงเปิดการตั้งเตือน Corporate Actionทาง AVAจะแจ้งเตือนคุณถึงประกาศ Corporate Actionต่างๆโดยแจ้งเตือนตามช่วงเวลาที่คุณสามารถกำหนดเองได้ค่ะว่าจะให้แจ้งเตือนล่วงหน้ากี่วัน

Financial Statement Alert

ไม่ต้องกลัวนะคะว่าจะพลาดข่าวประกาศงบการเงินเพียงเปิด Financial Statement Alertเมื่อทางตลาดหลักทรัพย์เผยแพร่ข้อมูลงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนAVAจะแจ้งเตือนให้คุณทราบทันทีค่ะ

Document Alert

ส่วนเอกสารบริษัทจดทะเบียนไม่ว่าจะเป็นรายงานประจำปีหรืออัพเดทเอกสาร 56-1หรือเอกสารอื่นๆถ้าคุณตั้งเตือน Document Alertไว้ AVAจะแจ้งเตือนเมื่อมีเอกสารใหม่เผยแพร่ทันทีค่ะ

เป็นไงบ้างคะเพียงใช้ AVA Stock Alertคุณก็เหมือนกับมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยอัพเดทความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวให้คุณทราบตลอดเวลาสะดวกใช่ไหมล่ะคะ

ในตอนที่เราจะข้ามไปสอนเรื่องการใช้เครื่องมืออย่างกราฟเทคนิคอลที่นักลงทุนสายเทคนิคหลายคนสนใจอยากรู้กันมากคอยติดตามนะคะ

สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะมีความสุขกับการลงทุนนะคะ

AVA

How to use AVA (Chapter 2)

Day 2 – All About Stock

สวัสดีค่ะมาถึงเมโมตอนที่สองแล้วนะคะในช่วงสองวันที่ผ่านมาหวังว่าคุณจะได้เริ่มลองใช้ AVA Advisorในการ Filterหุ้นในแนวทางที่คุณสนใจไปบ้างแล้วสนุกดีใช่ไหมคะ

ในตอนที่สองเราจะมาสอนการดูข้อมูลเชิงลึกของหุ้นแต่ละตัวที่คุณสนใจกันค่ะ

Stock Info

เริ่มต้นโดยการที่คุณเลือกหุ้นจาก Filterหรือ Favoritesของคุณก็ได้ค่ะหลังจากคุณแตะไปที่หุ้นตัวนั้นๆAVA Advisor จะแสดงหน้า Stock Infoหรือรายละเอียดของหุ้นมาให้คุณค่ะ

หน้า Stock Infoจะมีข้อมูลสำคัญๆอยู่ 3ส่วนค่ะนั่นก็คือ Info, Newsและ Fund (Fundamental)

Stock Info – Info

เรามาดูที่หน้า Info กันก่อนด้านบนคุณจะเห็นกราฟราคาหุ้นซึ่งคุณสามารถเปลี่ยนการแสดงผลได้ด้วยการกดปุ่ม Volumeข้างๆหัวใจนะคะคุณสามารถแสดงข้อมูลกราฟเป็นรายชั่วโมงรายวันรายสัปดาห์หรือรายเดือนฯลฯรวมถึงแสดง Indicatorที่คุณสนใจไม่ว่าจะเป็น Volume, Value, RSI, MACDหรือ NVDR ได้ด้วย

 

 

 

ส่วนรูปหัวใจจะแสดงสถานะว่าหุ้นนั้นๆ อยู่ใน Favorites ของคุณหรือไม่ถ้าคุณกดที่หัวใจก็จะเป็นการเพิ่มหรือเอาหุ้นนั้นออกจาก Favoritesค่ะ

ในหน้าจอนี้หากคุณพลิกจอเป็นแนวนอน AVA Advisor จะแสดงกราฟเทคนิคซึ่งเราจะมาสอนการใช้งานกราฟเทคนิคนี้ในตอนถัดๆไปนะคะ

ส่วนครึ่งล่างของจอจะแสดงข้อมูลพื้นฐานต่างๆของหุ้นไม่ว่าจะเป็นราคาสรุป,สัดส่วนทางการเงินต่างๆ, Bid/Offer,สัญญาณทางเทคนิค,รวมไปถึงเปรียบเทียบหุ้นกับ Sectorหรือ SETสามารถเลือกดูได้ตามความสนใจค่ะ

Stock Info – News

ถ้าคุณสนใจข่าวความเคลื่อนไหวของหุ้นตัวนั้นๆสามารถกดไปที่เมนู Newsที่ด้านบนได้AVA Advisorจะแสดงรายชื่อข่าวตามแหล่งข่าวต่างๆที่ AVAรวบรวมเอาไว้ให้คุณได้อ่านตามสะดวกค่ะ

Stock Info – Fundamental

และฟีเจอร์นี้น่าจะเป็นอะไรที่นักลงทุน VIชื่นชอบมากที่สุดนั่นคือคุณสามารถดูข้อมูลปัจจัยพื้นฐานต่างๆของหุ้นได้ผ่านทาง AVA Advisorแอพเดียวจบไม่ต้องเสียเวลาเข้าเว็บ IRหรือไปเปิดเว็บต่างๆเพื่อดูข้อมูลแล้วนะคะไม่ว่าจะเป็นงบการเงิน,กราฟรายงานสถานะทางการเงินต่างๆ,เอกสารบริษัทจดทะเบียน,รายชื่อผู้ถือหุ้นฯลฯทั้งหมดรวบรวมไว้ในเมนู Fundamentalค่ะ

Stock Info – Alert

เอาล่ะค่ะเรามาปิดท้ายตอนนี้ด้วยฟีเจอร์เด็ดที่คุณจะต้องชอบนั่นก็คือ Stock Alertนั่นเองลองกดไปที่รูปลำโพงที่มุมบนขวานะคะ

คุณจะเห็นหน้าจอการแจ้งเตือนขึ้นมาค่ะ

หน้าจอนี้จะช่วยให้คุณตั้งค่าแจ้งเตือนของหุ้นแต่ละตัวได้อย่างสะดวกในตอนนี้เราจะสอนการแจ้งเตือนราคาหุ้นกันก่อนนะคะส่วนการแจ้งเตือนอื่นๆเราจะมาจัดเต็มกันในตอนที่ 3ค่ะ

วิธีการแจ้งเตือนราคาหุ้นคุณเพียงแค่เปิดสวิทช์ Price Alertเท่านั้นหน้าจอการตั้งเตือนก็จะแสดงขึ้นมาค่ะ

คุณสามารถลากเส้นแนวรับแนวต้านเพื่อแจ้งเตือนราคาบนกราฟได้เลย

และหากคุณต้องการเลื่อนกราฟให้ใช้นิ้วสองนิ้วลากกราฟพร้อมกันนะคะ

หากต้องการลบราคาแจ้งเตือนคุณเพียงแค่ลากเส้นราคาไปวางที่ถังขยะที่มุมล่างซ้ายเท่านั้นเองค่ะ

หากต้องการดูรายละเอียดการแจ้งเตือนราคาแบบสรุปสามารถกดที่ปุ่มลูกศรชี้ลงที่ตรงด้านล่างของหน้าจอได้ค่ะ

เมื่อคุณตั้งเตือนราคาหุ้นได้ตามที่ต้องการแล้วคุณก็สามารถปิดโปรแกรม AVA Advisorไปได้เลยค่ะหลังจากนี้AVAจะคอยช่วยตรวจสอบความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นให้คุณตลอดเวลาเมื่อไหร่ก็ตามที่ราคาหุ้นไปทดสอบแนวรับหรือแนวต้านที่คุณตั้งเอาไว้AVAจะรีบแจ้งเตือนคุณทันทีผ่านทาง Push Notificationค่ะซึ่งเมื่อคุณเข้าแอพ AVA  Advisor มาคุณสามารถดูประวัติการแจ้งเตือนได้ที่เมนู Inbox

เป็นไงบ้างคะการใช้งาน AVA Advisorตอนที่ 2คุณจะสามารถดูรายละเอียดเชิงลึกของหุ้นแต่ละตัวได้แล้วไม่ว่าจะเป็นกราฟเทคนิค,ปัจจัยพื้นฐาน

ยิ่งไปกว่านั้นคุณจะเริ่มเห็นฟีเจอร์เด็ดๆของ AVA Advisorอย่างการตั้งเตือนราคาหุ้นแล้วในตอนที่ 3เราจะมาจัดเต็มเรื่องการตั้งเตือนแบบอื่นๆกันนะคะ

สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะมีความสุขกับการลงทุนนะคะ

AVA

เข้าใจ Cash Flow แบบง่ายๆ ตอนที่ 3

ด้วยแอพ Market Anyware Pro คุณจะสามารถเปิดดู Cash Flow แบบง่ายๆ ได้ในเวลาไม่ถึง 1 นาที ยิ่งไปกว่านั้นคุณยังจะสามารถหาหุ้นดีที่น่าลงทุนได้จาก Cash Flow ได้อีกด้วย เช่น


  • ธุรกิจไหนที่ดำเนินการได้ดี กระแสเงินสดจากธุรกิจหลักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (Good OCF Growth)
  • ธุรกิจไหนขยายการลงทุนแบบก้าวกระโดดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (Aggressive Investment)
  • ธุรกิจไหนมีสัดส่วนเงินลงทุนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ (อันนี้เอาแนวคิดของบัฟเฟตมาทำเป็นสูตรสแกนหุ้นชื่อ ICF/Net Profit) ผมว่าแฟน VI น่าจะชอบแน่นอน

เข้าใจ Cash Flow แบบง่ายๆ ตอนที่ 2

ในงบการเงินจะแบ่งกระแสเงินสดเป็น 3 ประเภทครับ cashflow_graph

• Operating Cash Flow หรือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (เส้นเขียว)
• Investing Cash Flow หรือ กระแสเงินสดจากการลงทุน (เส้นแดง)
• Financing Cash Flow หรือ กระแสเงินสดจากกิจกรรมทางการเงิน (เส้นเหลือง)

เข้าใจ Cash Flow แบบง่ายๆ ตอนที่ 1

ถ้าถามผมว่า หลายๆ คนที่เพิ่งเริ่มศึกษางบการเงิน กลัวอะไรมากที่สุด? ผมมั่นใจว่าเรื่องของ “กระแสเงินสด (Cash Flow)” เป็นหนึ่งในนั้น โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนบัญชีมา ไม่ได้ทำธุรกิจมา การที่จะเข้าใจกระแสเงินสดเป็นอะไรที่ไม่ง่ายเลย เพราะนึกภาพไม่ออก จินตนาการไม่ได้

ประเมินมูลค่าหุ้นด้วย EV/EBITDA ตอนที่ 2

เอาล่ะ คุณได้เข้าใจที่มาของ EV/EBITDA แล้ว มาตอนนี้ผมจะสอนวิธีการสแกนหาหุ้นพื้นฐานดีด้วย EV/EBITDA ให้ครับ