ROE ตัวเลขนี้บอกได้หลายแง่มุม

ROE (Return on Equity) เป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่า เงินลงทุนของผู้ถือหุ้น (Equity) สร้างรายได้กลับมาให้กับบริษัทได้มากแค่ไหน

ยกตัวอย่างนะคะ

นาย A ใช้ทุน 200,000 เปิดร้านขายส้มตำ และทำการขยายร้านโดยการกู้เงิน (ขายหุ้นกู้) ให้นาย C เป็นจำนวนเงิน 120,000 บาท สิ้นปีร้านส้มตำทำกำไรได้ 80,000 บาท ก่อนจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ (EBIT) และเมื่อจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ 12,000 บาท ก็จะได้กำไรสุทธิ 68,000 บาท (Net Profit)


– สินทรัพย์บริษัท (Asset) = 320,000
– ทุน (Equity) = 200,000
– หนี้ (Debt) = 120,000
– D/E = 0.6 เท่า
ในกรณีนี้ ถ้าเราคำนวณ ROA จะได้เท่ากับ 80,000/320,000 = 25%
และ ROE จะมีค่าเท่ากับ 68,000/200,000 = 34%
(ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ ROA จะใช้ EBIT คำนวณ แต่ ROE ทางตลาดจะคำนวนด้วย Net Profit นะคะ แต่วิธีการคำนวนที่ตลาดอื่นๆ ก็แตกต่างกันไปค่ะ)

หรือพูดกันอีกแง่ว่า เงินที่นาย A ลงทุน จะได้คืนกลับมาเป็นกำไร สูงถึง 34% ต่อปี เป็นธุรกิจที่ดีไม่ใช่น้อยเลย คือแค่ 3 ปีก็คืนทุนได้ง่ายๆ แล้ว
– ยิ่งกู้เยอะ D/E สูง ยิ่งมีค่า ROE สูง (ใช้เงินตัวเองน้อย แต่ธุรกิจขยายได้ด้วยเงินกู้ ROE จึงสูงกว่า ROA มาก แต่ความเสี่ยงก็สูงไปด้วย)
– การที่ ROE มีความสำคัญก็เพราะว่า มันเป็นตัวเลขที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน ว่าเงินที่ลงทุนไป สร้างผลตอบแทนกลับมาเท่าไหร่ โดยไม่เอาส่วนของหนี้สินมาคำนวณด้วย
– ยิ่งบริษัทโตด้วยหนี้มากเท่าไหร่ ROE จะยิ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น (โดยมีข้อแม้ว่ากำไรต้องโตตามหนี้ด้วยนะ)
– ธุรกิจที่ไม่กู้เลยซักบาทเดียว จะมี ROA = ROE
– นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่า ในโลกทุนนิยม ถ้าคุณกู้ได้ แต่ไม่ยอมกู้ จะเป็นการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ นั่นคือคุณทิ้งโอกาสที่จะได้เงินต้นทุนต่ำมาขยายกิจการ
– การกู้จะเป็นเรื่องดีก็ต่อเมื่อควบคุมความเสี่ยงได้ และดอกเบี้ยจ่ายถูกกว่าผลกำไรที่ได้เพิ่มขึ้นมาจากหนี้
– บริษัทที่มี ROA และ ROE สูง คือบริษัทที่ใช้สินทรัพย์น้อย สร้างรายได้มาก (เช่น ธุรกิจบริการ, ธุรกิจความคิดสร้างสรรค์, ธุรกิจที่เน้นมันสมอง)

อยากรู้แล้วใช่ไหมว่ากว่า 700 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีบริษัทไหนที่ ROE อยู่ในเกณฑ์ดี

คลิกเพื่อดูรายชื่อบริษัทที่มีการเติบโตของ ROE (ROE Growth History)  ติดต่อกัน 3 ปี จากระบบสแกนหุ้นของ AVA Advisor

https://ava.page.link/RQ5E

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบ ROE และ ROA ระหว่างแต่ละบริษัท ควรเปรียบเทียบในกลุ่ม sector เดียวกัน เนื่องจากแต่ละ sector จะมีโครงสร้างธุรกิจที่แตกต่างกัน และค่า ROE, ROA เหล่านี้จะแตกต่างกันมากๆ

ลองดูตัวอย่างของหุ้นในกลุ่มการท่องเที่ยวกันนะคะ

คลิกเพื่อดูหุ้นในกลุ่มการท่องเที่ยวหรือสแกน

https://ava.page.link/VmfB

ลองคลิกไปที่หุ้นตัวที่เราสนใจ จะเห็นรายละเอียดที่ลึกขึ้นของหุ้นตัวนั้นๆ (ในทีนี้จะขอเลือกหุ้น CENTEL นะคะ)

คลิกเพื่อดูรายละเอียดของหุ้น CENTEL หรือสแกน

https://ava.page.link/FsTc

 

อยากเจาะลึกรายละเอียดของธุรกิจนี้ให้มากขึ้น เราก็มี AVA Fact Sheet ที่เป็นงบสรุปสถานะและแนวโน้มของบริษัทนั้นๆ ลงในหน้าเดียว

คลิกเพื่อเปิดดู AVA Fact Sheet ของหุ้น CENTEL เจาะลึกธุรกิจของหุ้นตัวนี้ในหน้าเดียวหรือสแกน

https://ava.page.link/mQnd

 

หรืออยากดูการสรุปข้อมูลในรูปแบบกราฟ เราก็มี AVA Super Chart มาให้คุณเหมือนกัน โดยเรานำข้อมูลจาก AVA Fact Sheet มาทำเป็นกราฟใน AVA Super Chart พร้อมเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ เพื่อให้คุณได้เห็นแง่มุมใหม่ๆ ของงบการเงิน

 

คลิกเพื่อเปิด AVA Super Chart ของหุ้น CENTEL  https://ava.page.link/Zxog หรือสแกน

 

สามารถคลิกดูกราฟ ROE โดยเฉพาะก็ได้หรือสแกน

https://ava.page.link/Chh1

 

จะเห็นได้ว่ากราฟ ROE สามปีย้อนหลังของ CENTEL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามนักลงทุนไม่ควรดูแค่ ROE อย่างเดียวเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจลงทุน ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องจับตามองไม่แพ้กัน

ติดตามสาระความรู้จากเราได้ทาblog.ava.fund เรายังมีของดีให้คุณอ่านอีกเพียบ

ROA (Return on Asset) ตัวเลขที่บ่งบอกว่า สินทรัพย์ของบริษัทนั้นช่วยสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้แค่ไหน

ROA (Return on Asset) เป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่า สินทรัพย์ (Asset) ของบริษัทนั้นช่วยสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้มากแค่ไหน ยกตัวอย่างเช่น

นาย A เปิดร้านส้มตำ ใช้เงินลงทุน 200,000 บาท ไม่กู้เงินเลย ทำกำไรได้ปีละ 40,000 บาท คิดเป็น ROA = 20%
– นาย B เปิดร้านซูชิ ใช้เงินลงทุน 5,000,000 บาท ไม่กู้เงินเลย ทำกำไรได้ปีละ 500,000 บาท คิดเป็น ROA = 10%
แน่นอนว่าร้านซูชิทำเงินได้มากกว่าร้านส้มตำ แต่เมื่อเทียบสัดส่วนเงินลงทุนที่ลงไปแล้ว นักลงทุนจะเลือกลงทุนกับนาย A หรือนาย B
– คุณสามารถขยายสาขาร้านส้มตำ 25 ร้าน ด้วยเงิน 5,000,000 บาท (ใช้เงินทุนสาขาละ 200,000 บาท)
– หรือขยายร้านสาขาซูชิ 1 ร้าน ด้วยเงิน 5,000,000 บาท

พอจะเห็นประโยชน์ของ ROA ไหมคะ? บางบริษัทสินทรัพย์เยอะมาก แต่กลับไม่สร้างรายได้ให้กับบริษัทสูงเท่าไหร่ ในขณะที่บางบริษัทมีสินทรัพย์แค่นิดเดียว แต่รายได้กลับโตเอาๆ ถ้าเป็นคุณ จะสนใจในบริษัทแบบไหนคะ?

และถ้าบริษัทไหน มี ROA ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ นั่นเป็นการบ่งบอกว่าบริษัทนั้นๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ที่มีให้สร้างรายได้ได้สูงขึ้นทุกปี ย่อมเป็นการบ่งบอกว่าบริษัทเหล่านั้นใช้สินทรัพย์ในองค์กรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ฟุ่มเฟือย ล้างผลาญเงินไปเพื่อสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

อยากรู้แล้วใช่ไหมว่ากว่า 700 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีบริษัทไหนที่ ROA อยู่ในเกณฑ์ดี

คลิกเพื่อดูรายชื่อบริษัทที่มีการเติบโตของ ROA (ROA Growth History) สูงกว่า 15% ติดต่อกัน 3 ปี จากระบบสแกนหุ้นของ AVA Advisor

https://ava.page.link/vnu4

ลองคลิกไปที่หุ้นตัวที่เราสนใจ จะเห็นรายละเอียดที่ลึกขึ้นของหุ้นตัวนั้นๆ (ในทีนี้จะขอเลือกหุ้น Beauty นะคะ)

 คลิกเพื่อดูรายละเอียดของหุ้น Beauty >>  https://ava.page.link/GZ92  หรือสแกน

และเพื่อเข้าใจภาพของธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น เราก็ยังมี AVA Fact Sheet ที่เป็นเหมือนการสรุปสถานะและแนวโน้มของบริษัทนั้นๆ ลงในหน้าเดียว

สามารถเปิด AVA Fact Sheet ของหุ้น Beauty เพื่อดู ROA และข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้ที่ >> https://ava.page.link/8ikk

 

เท่านั้นยังไม่พอ หากคิดว่าข้อมูลใน AVA Fact Sheet มีตัวเลขเยอะ ดูแล้วตาลาย เรายังมี AVA Super Chart  ซึ่งเป็นการวิเคราะห์งบการเงินแบบสรุปในรูปแบบกราฟเพื่อให้คุณได้เห็นแง่มุมใหม่ๆ ของงบการเงินในมุมมองที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน

คลิกเพื่อเปิด AVA Super Chart ของหุ้น Beauty >>https://ava.page.link/7aAY หรือ สแกน 

สามารถคลิกดูกราฟ ROA โดยเฉพาะก็ได้ >> https://ava.page.link/1wVW หรือสแกน

 

จะเห็นได้ว่ากราฟ ROA ของหุ้น Beauty เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ROA ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่นักลงทุนใช้ในการเลือกหุ้น มีอีกหลายปัจจัยที่นักลงทุนควรจะใช้พิจารณาในการตัดสินใจ

ติดตามความรู้ดีๆ สาระเเน่นๆ แบบนี้ได้อีกที่ blog.ava.fund เรายังมีของดีรอให้คุณชมอีกเพียบ 😀